มีธุรกิจมากมาย รวมถึงอุตสาหกรรมหลายประเภท ที่ได้รับประโยชน์ และอานิสงค์จากกรรมวิธีการเชื่อมโลหะ และการแปรรูปโลหะ (Benefits from Welding and Metal Fabrication) เนื่องจากทั้งสองกรรมวิธี ต่างก็มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมแปรรูปชิ้นส่วน และส่วนประกอบ สำหรับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเป็นอย่างยิ่ง นอกจากภาพลักษณ์ที่ดีของตัวผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าแล้ว ยังมีส่วนสร้างความแข็งแรง และทนทานที่เหมาะสม สำหรับการนำไปใช้งาน
ดังนั้น ผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือมีหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบ เกี่ยวกับการจัดหาชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบที่ผลิตจากโลหะชนิดต่างๆ ต้องทำความเข้าใจ และแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างการเชื่อมโลหะ กับการแปรรูปโลหะให้ได้ หากเข้าใจผิด อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อชิ้นงานที่ต้องการ ต้นทุน รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการจัดหาชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบจากโลหะ สำหรับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (Finished Products)
ศิรินครโลหะกิจ ขอเสนอบทความที่ให้ความรู้ และอธิบายความแตกต่างระหว่างการเชื่อมโลหะ และการแปรรูปโลหะ สำหรับผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง และรับผิดชอบจัดหาชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบที่ทำจากโลหะ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน และไปในทิศทางเดียวกันกับผู้ผลิต หรือโรงงานแปรรูปโลหะ (Metal Fabricators)
ความแตกต่างระหว่างการเชื่อมโลหะกับแปรรูปโลหะ
สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแปรรูป จะคุ้นเคยกับคำว่า “การเชื่อมโลหะ หรืองานเชื่อมโลหะ” และ “การแปรรูปโลหะ” เป็นอย่างดี แต่สำหรับมือใหม่ หรือเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบที่ทำจากโลหะ อาจมองว่าการเชื่อมโลหะ และการแปรรูปโลหะเป็นสิ่ง หรือเรื่องเดียวกัน โดยพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกของชิ้นงาน และกระบวนการผลิตชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบจากโลหะ สำหรับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป อย่างไรก็ตาม
ทั้งการเชื่อมโลหะ และการแปรรูปโลหะ ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หรือเป็นคำที่จะนำมาใช้แทนกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากต้องสื่อสารกับผู้ผลิต หรือโรงงานแปรรูปชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบที่ผลิตจากโลหะ การนำคำทั้งสองคำมาใช้แทนกัน อาจสร้างความสับสนให้กับผู้ผลิต หรือโรงงานแปรรูปโลหะได้ ที่สำคัญจะทำให้เสียเวลาในการติดต่อสื่อสารกับผู้รับผลิต ทั้ง “การเชื่อมโลหะ หรืองานเชื่อมโลหะ” และ “การแปรรูปโลหะ” มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ก่อนที่จะกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างการเชื่อมโลหะ (Welding) กับการแปรรูปโลหะ (Metal Fabrication) จะขอแบ่งปันข้อมูล และความรู้ที่สำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อม (Welding) โดยมีรายละเอียด ดังนี้
การเชื่อมโลหะ คืออะไร
การเชื่อมโลหะ (Welding) คือ กระบวนการ หรือกรรมวิธี ที่ใช้สำหรับหลอมละลายชิ้นโลหะตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไป เข้าด้วยกัน เพื่อขึ้นรูปชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบสำหรับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ต้องการ การเชื่อมโลหะ จำเป็นต้องทำให้เกิดความแข็งแรง ระหว่างชิ้นส่วนที่นำมาประกอบเข้าด้วยกัน
รวมไปถึงการสร้างความสวยงามให้กับชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบ การเชื่อมโลหะเป็นกระบวนการที่ใช้ลวดเชื่อม (Filler Material) และความร้อน (Heat) ในการเชื่อม หรือสร้างตัวยึดระหว่างชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบที่ผลิตจากโลหะ กล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า การเชื่อมโลหะเป็นหนึ่งในกรรมวิธีของการแปรรูปโลหะนั้นเอง (One of Metal Fabrication Techniques)
นอกจากนี้ การเชื่อมโลหะ ยังช่วยให้ชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบไม่แตกหัก หรือแยกออกจากกันระหว่างการใช้งาน (Reliability) หากเกิดข้อผิดพลาดจากการเชื่อมโลหะ จะส่งผลต่อรูปลักษณ์ และความสมบูรณ์แบบของชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าสำเร็จรูปได้ อุตสาหกรรมที่นิยมใช้กรรมวิธีการเชื่อมโลหะ ได้แก่ อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอวกาศ และอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ตัวอย่างเช่น หากชิ้นส่วนใดๆ ของเครื่องบิน หรือรถยนต์เกิดความเสียหาย แตก หรือมีปัญหา จะใช้กรรมวิธีการเชื่อมโลหะ เข้ามาแก้ไข และซ่อมแซมชิ้นส่วนเหล่านั้น ด้วยการเชื่อมชิ้นส่วนต่างๆ ให้กลับอยู่ในสภาพเดิม เป็นต้น
นอกจากนี้ การเชื่อมโลหะชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบเชิงโครงสร้างที่ผลิตจากเหล็กกล้าเข้าด้วยกัน (Steel) ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการสร้างความปลอดภัย และมั่นคง ให้กับตึกสูงระฟ้า (Skyscrapers)
5 เทคนิคที่นิยมนำมาใช้ในการเชื่อมโลหะมากที่สุด
เนื่องจากกระบวนการเชื่อมโลหะ สามารถนำไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ในหลายอุตสาหกรรม ดังนั้นเทคนิค หรือกรรมวิธีในการเชื่อมโลหะจึงมีมากกว่า 40 ชนิดที่ได้รับการพัฒนาขึ้น ตั้งแต่ยุคที่มนุษย์รู้จักการนำโลหะ มาประยุกต์ใช้งาน เป็นเครื่องมือ เครื่องใช้ และกระบวนการเชื่อมโลหะ ได้วิวัฒนาการ และพัฒนามาเป็นลำดับ
อย่างไรก็ดี มีเพียง 5 เทคนิคเท่านั้น ที่เป็นที่นิยม สำหรับผู้ผลิต หรือโรงงานที่รับแปรรูปชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบจากโลหะนำมาใช้ในงาน ได้แก่ เทคนิคการเชื่อมโลหะแก๊สคลุม หรือแก๊สเฉื่อย เทคนิคการเชื่อมไฟฟ้า ด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ เทคนิคการเชื่อมอาร์คทังสเตนแก๊สคลุม หรือแก๊สเฉื่อย เทคนิคการเชื่อม ด้วยลวดเชื่อมไส้ฟลักซ์ และเทคนิคการเชื่อมโลหะด้วยแก๊ส
- เทคนิคการเชื่อมโลหะแก๊สคลุม หรือแก๊สเฉื่อย : เป็นเทคนิคการเชื่อมโลหะที่นิยมใช้มากที่สุด เทคนิคการเชื่อมโลหะประเภทนี้ จะใช้ลวดเชื่อมแบบ Filler Electrode ในการเชื่อมชิ้นงานโลหะเข้าด้วยกัน นิยมใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง การเชื่อมโลหะแก๊สคลุม หรือแก๊สเฉื่อย จะใช้เชื่อมชิ้นงานที่ผลิตจากเหล็กกล้าไร้สนิม ทองแดง หรือนิกเกิล เป็นต้น
- เทคนิคการเชื่อมไฟฟ้า ด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์ : การเชื่อมโลหะด้วยกรรมวิธีนี้ จะใช้ลวดเชื่อมที่ใช้แล้วหมดไป (Consumable Electrode) ในการเชื่อมชิ้นงานโลหะเข้าด้วยกัน และไม่ใช้แก๊สปกคลุม (Shielding Gas) ในการเชื่อมชิ้นงาน เนื่องจากลวดเชื่อมที่ใช้แล้วหมดไปจะถูกหุ้ม ด้วยฟลักซ์อยู่แล้ว ข้อดีของการเชื่อมชิ้นงานโลหะ ด้วยเทคนิคนี้ คือ หากมีสถานการณ์มลภาวะทางอากาศเกิดขึ้น (Air Contamination) จะไม่ส่งผลกระทบ หรือปฏิกิริยาใดๆ ต่อตัวชิ้นงาน หรือชิ้นส่วนโลหะ เทคนิคการเชื่อมไฟฟ้าเช่นนี้ จะใส่ลวดเชื่อมที่ใช้แล้วหมดไป ลงในตำแหน่งรอยต่องานเชื่อม (Welding Joint) จากนั้นจะปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ลวดเชื่อม การเชื่อมไฟฟ้า ด้วยลวดเชื่อมหุ้มฟลักซ์นี้ นิยมใช้ในงานเชื่อมที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ หรือใช้ในการแปรรูปโลหะหนัก (Heavy Fabrication)
- เทคนิคการเชื่อมอาร์คทังสเตนแก๊สคลุม หรือแก๊สเฉื่อย : การเชื่อมชิ้นส่วนโลหะด้วยเทคนิคนี้ จะใช้ลวดเชื่อมประเภท Non-Consumable แล้วนำไปวางไว้ที่หัวเชื่อม (Welding Gun) หลังจากนั้นแก๊สเฉื่อย จะถูกปล่อยผ่านหัวเชื่อมนี้ การเชื่อมอาร์คทังสเตนแก๊สคลุม หรือแก๊สเฉื่อยนี้ ถือว่าเป็นกรรมวิธีเชื่อมชิ้นงานโลหะที่สะอาดที่สุด และนิยมนำไปเชื่อมชิ้นงาน ที่ผลิตจากโลหะกลุ่มเหล็ก (Ferrous Metal) เช่น อลูมิเนียม นิกเกิล หรือทองแดง เป็นต้น
- เทคนิคการเชื่อม ด้วยลวดเชื่อมไส้ฟลักซ์ : เป็นการเชื่อมชิ้นงานโลหะ ด้วยการใช้ลวดเชื่อมไส้ฟลักซ์ ที่มีลักษณะเหมือนตัว U และเป็นเทคนิคการเชื่อมที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ข้อดีของการเชื่อม ด้วยลวดเชื่อมไส้ ฟลักซ์นี้ คือ ประสิทธิภาพของลวดเชื่อมไส้ฟลักซ์ที่สูงกว่าลวดเชื่อมทั่วไป นอกจากนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้แก๊สปกคลุมภายนอก (External Shielding Gas) ในการเชื่อมชิ้นงานโลหะเข้าด้วยกัน
- เทคนิคการเชื่อมโลหะด้วยแก๊ส : เป็นเทคนิคการเชื่อมชิ้นงานโลหะ ด้วยการใช้ความร้อนระหว่างแก๊สออกซิเจน (Oxygen) กับแก๊สอะเซทิลีน (Acetylene) ในการเชื่อม ชิ้นงานที่เป็นโลหะหลอมเหลว (Molten Base Metal) และลวดเชื่อมจะถูกนำมาใส่ไว้ที่หัวเชื่อม (Welding Gun) เทคนิคการเชื่อมโลหะ ด้วยแก๊สนี้ เหมาะกับการเชื่อมชิ้นงานที่ผลิตจากแผ่นโลหะบาง (Thin Metal) แต่อาจไม่เหมาะกับการใช้ในการแปรรูปชิ้นงานที่ผลิตจากโลหะหนัก (Heavy Metal Fabrication)
การแปรรูปโลหะ คืออะไร
การแปรรูปโลหะ หมายถึง กระบวนการขึ้นรูปชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบจากโลหะชนิดต่างๆ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน และตามลำดับ เริ่มจากขั้นตอนการออกแบบชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบ (Designing) ขั้นตอนการตัดโลหะ (Cutting) ขั้นตอนการดัด หรือพับโลหะ (Bending) ขั้นตอนการขึ้นรูปโลหะตามที่ต้องการ (Shaping) และขั้นตอนการเชื่อมชิ้นงานโลหะเข้าด้วยกัน (Welding) นอกจากนี้ การแปรรูปโลหะให้ได้ชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบสำหรับผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ยังอาศัยกระบวนการอื่นๆ เพิ่มเติมอีก เช่น การปั๊มไดคัท (Die-Cutting) การทุบขึ้นรูป (Punching) การปั๊มขึ้นรูปโลหะ (Stamping) หรือการตกแต่งโลหะ (Finishing) เป็นต้น
ความแตกต่างระหว่างการเชื่อมโลหะกับการแปรรูปโลหะ
ทั้งการเชื่อมโลหะ และการแปรรูปโลหะ ต่างเป็นกรรมวิธีผลิตชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบจากโลหะ อย่างไรก็ตาม ยังมีคนจำนวนมาก ที่ไม่เข้าใจความแตกต่างของทั้งสองวิธี ความแตกต่างระหว่างการเชื่อมโลหะกับการแปรรูปโลหะ มีดังนี้
- การแปรรูปโลหะ ต้องอาศัยหลายขั้นตอน หรือเทคนิคในการผลิตชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบจากโลหะ : การเชื่อมโลหะ คือ การหลอมละลาย หรือเชื่อมชิ้นส่วนโลหะเข้าด้วยกัน การเชื่อมชิ้นงานโลหะมีหลายวิธี แต่เป้าหมายของการเชื่อมโลหะ คือ การเชื่อมชิ้นส่วน ที่ทำจากโลหะเข้าด้วยกันแบบถาวร ตรงข้ามกับการแปรรูปโลหะ ที่ต้องอาศัยหลายกลยุทธ์ และเทคนิคในการผลิตชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบจากโลหะสำหรับผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าสำเร็จรูปที่ต้องการ ดังนั้น การแปรรูปโลหะ หมายถึง กระบวนการของงานโลหะแบบองค์รวม (Holistic Process)
- ใช้เครื่องมือในการทำงานไม่เหมือนกัน : โดยทั่วไปกระบวนการแปรรูป มักเริ่มจากการตัดโลหะ ตามขนาดที่ต้องการก่อน ด้วยเครื่องมือ เช่น เครื่องเลื่อย (Mechanical Saw) เครื่องตัดเลเซอร์ (Laser Cutter) หรือหัวตัดพลาสมา (Plasma Torch) เป็นต้น และใช้การกลึง (Lathe) สำหรับดึงโลหะบางส่วนออกจากตัวงาน เช่น การสร้างชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบที่ต้องมีรู หรือใช้เครื่องพับโลหะ เพื่อสร้างมุมให้กับชิ้นงานโลหะ เครื่องมือที่ใช้ในการแปรรูปโลหะ จะแตกต่างจากเครื่องมือที่ใช้ในการเชื่อมโลหะ สำหรับการเชื่อมโลหะ เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่นิยมใช้ ได้แก่ หัวเชื่อม เครื่องควบคุมกระแสไฟ และลวดเชื่อมที่ใช้แล้วหมดไป ทั้งนี้ การเชื่อมโลหะ ยังต้องมีอุปกรณ์ความปลอดภัย (Safety Equipment) ในการทำงาน เช่น หน้ากาก หรือหมวกงานเชื่อมปรับแสงอัตโนมัติ สำหรับสวมใส่ เพื่อปกป้องสายตาจากรังสีอัลตราไวโอเลต (รังสียูวี) ที่เกิดขึ้น ในช่วงทำการเชื่อมชิ้นส่วนโลหะเข้าด้วยกัน รวมถึงควันเชื่อม
- ทักษะที่ต้องใช้การในการทำงานต่างกัน : โดยส่วนมากการเชื่อมโลหะ อาจต้องใช้อุปกรณ์ และเครื่องมือในการทำงานอยู่บ้าง แต่โดยหลักแล้ว จะเป็นกรรมวิธีที่ต้องใช้มือในการทำงานเป็นหลัก นอกจากนี้ ช่างเชื่อมโลหะต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถเฉพาะทาง เพราะการเชื่อมโลหะเป็นงานเฉพาะด้าน ทั้งนี้ หากช่างเชื่อมโลหะขาดประสบการณ์ และการฝึกฝนที่ชำนาญ จะส่งผลให้งานเชื่อมโลหะไม่มั่นคง และขาดความแข็งแรง ก่อให้เกิดอันตรายได้ หากนำไปใช้งาน หรือไปประกอบเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ดังนั้น ชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบจากโลหะที่มีคุณภาพสูง ต้องอาศัยช่างเชื่อมที่มีประสบการณ์ ในการทำงานมายาวนาน แต่การแปรรูปโลหะเป็นการผลิตชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบ สำหรับสินค้า หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ที่อาศัยหลายขั้นตอน และเทคนิคในการผลิต ดังนั้น ทักษะการแปรรูป จึงแตกต่างออกไป ขึ้นอยู่กับความต้องการขั้นตอนใดบ้าง ในการแปรรูป
สรุป
จะเห็นได้ว่า การเชื่อมโลหะ และการแปรรูปโลหะ มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเชื่อมโลหะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง หรือกระบวนการหนึ่งในขั้นตอนการแปรรูปโลหะทั้งหมด ชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบบางอย่าง อาจไม่ต้องใช้การเชื่อมโลหะในการผลิต แต่จะขาดขั้นตอนการออกแบบ การตัดโลหะให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ การขึ้นรูปโลหะ การดัดหรือพับโลหะ หรือการตกแต่งโลหะไม่ได้
บริษัท ศิรินครโลหะกิจ จำกัด เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน และส่วนประกอบอะไหล่รถทุกประเภท รวมถึงการผลิตชิ้นส่วน และส่วนประกอบตามความต้องการ (Made-to-Order) มากกว่า 30 ปี เชี่ยวชาญการผลิต และออกแบบชิ้นส่วน และส่วนประกอบด้วยงานปั๊ม งานพับ งานตัด งานกลึง และงานเชื่อม พร้อมเข้ารูป ด้วยเทคโนโลยีหุ่นยนต์ และเครื่องจักรสมัยใหม่ พร้อมช่างระดับมืออาชีพ

